
ปวดหัว ตาพร่า คิดว่าไมเกรน แต่จริงๆ อาจไม่ใช่
หลายคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน มักเจออาการปวดหัวตุบๆ ปวดร้าวไปที่กระบอกตา บางวันตาพร่ามัว มึนงงจนทำงานต่อไม่ไหว แล้วก็มักสรุปเอาเองว่า "คงเป็นไมเกรน" แล้วหยิบยาแก้ปวดมากิน แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากไมเกรนแท้ๆ เลย แต่เป็น "ไมเกรนเทียม" ที่มีต้นตอมาจากกล้ามเนื้อคอและบ่าที่ตึงเกร็งสะสมจากพฤติกรรมการทำงาน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ออฟฟิศซินโดรม นั่นเอง ซึ่งการมองหาผู้เชี่ยวชาญด้าน กายภาพบำบัด เพื่อช่วยประเมินอาการตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาการจะรุนแรงขึ้นได้
ไมเกรนแท้ กับ ไมเกรนเทียม ต่างกันตรงไหน
ไมเกรนแท้ (Primary Migraine) เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทและการบีบ-ขยายตัวของหลอดเลือดในสมองโดยตรง มักมีอาการนำ เช่น เห็นแสงวูบวาบก่อนปวด และปวดเป็นจังหวะตุบๆ ข้างเดียวชัดเจน ส่วน ไมเกรนเทียม หรือ Cervicogenic Headache คือการปวดหัวที่มี "จุดกำเนิด" อยู่ที่กล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณคอ แล้วส่งผลร้าวขึ้นไปที่ศีรษะ ขมับ และกระบอกตา อาการมักสัมพันธ์กับท่าทาง เช่น ปวดมากขึ้นหลังนั่งก้มจอนาน หรือกดจุดบริเวณต้นคอแล้วรู้สึกปวดร้าวขึ้นหัวทันที นี่คือประเภทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการปวดจากออฟฟิศซินโดรม ซึ่งหลายคนมักสับสนกับอาการ ปวดไมเกรน ทั่วไป
ร่างกายของเรามีระบบประสาทอัตโนมัติที่เรียกว่า Sympathetic Nervous System ทำหน้าที่เหมือน "สวิตช์ฉุกเฉิน" คอยควบคุมการบีบ-ขยายของหลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงศีรษะและดวงตา
ปัญหาคือ เส้นประสาทซิมพาเทติกที่ควบคุมหลอดเลือดบริเวณศีรษะ (Cervical Sympathetic Chain) วิ่งผ่านบริเวณกล้ามเนื้อคอส่วนลึกและต้นคอ เมื่อเรานั่งก้มจอคอมพิวเตอร์นานๆ ต่อเนื่องเป็นชั่วโมง กล้ามเนื้อ Upper Trapezius และกล้ามเนื้อใต้ท้ายทอย (Suboccipital) จะเกร็งตัวค้างจนหนาตัวและแข็งเป็นก้อน ไปกดทับและระคายเคืองเส้นประสาทกลุ่มนี้โดยตรง ทำให้เกิดอาการ ปวดคอ บ่า ไหล่ ร่วมด้วย
ผลที่ตามมาคือระบบซิมพาเทติกทำงานผิดปกติ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงศีรษะและดวงตาบางส่วนหดตัวมากเกินไป เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เกิดเป็นอาการปวดตุบๆ ตาพร่ามัว มึนงง หรือแม้แต่ชาที่ใบหน้าและปลายมือ
อีกจุดสำคัญคือเส้นประสาท Trigeminocervical Complex ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นประสาทคอกับเส้นประสาทใบหน้าและตา (Trigeminal Nerve) นี่คือเหตุผลว่าทำไมความตึงที่ต้นคอ ถึงส่งสัญญาณปวดร้าวไปที่กระบอกตาได้พร้อมกัน
ทำไมกินยา-นวดแล้วบรรเทาชั่วคราว แต่กลับมาเป็นซ้ำ
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่รู้สึกอ่อนล้าจากการพักผ่อนยาแก้ปวดหรือยาคลายกล้ามเนื้อช่วยตัดวงจรความปวดได้เพียงชั่วคราวเพราะออกฤทธิ์ลดการอักเสบ และคลายกล้ามเนื้อผิวเผิน แต่ไม่ได้เข้าไปสลายพังผืดที่จับตัวแน่นในชั้นลึก ส่วนการนวดแผนไทยทั่วไปก็ช่วยคลายกล้ามเนื้อชั้นตื้นได้ดี แต่ไม่สามารถเข้าถึงจุดที่กดทับเส้นประสาทและหลอดเลือดในชั้นลึกได้ อาการจึงมักกลับมาเป็นซ้ำเมื่อกลับไปนั่งท่าเดิม
นี่คือจุดที่เทคโนโลยีอย่าง Shock Wave Therapy อาจเข้ามาเป็นทางเลือกในการฟื้นฟู คลื่นกระแทกพลังงานสูงจะส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าไปถึงกล้ามเนื้อและพังผืดในชั้นลึกบริเวณคอบ่าและท้ายทอย ช่วยสลายพังผืดที่จับตัวแน่น คลาย Trigger Point ที่กดทับเส้นประสาทซิมพาเทติก และยังกระตุ้นกระบวนการ Angiogenesis หรือการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณนั้นดีขึ้น เมื่อผสานร่วมกับ Manual Therapy ที่ช่วยปรับสมดุลข้อต่อคอ จะช่วยลดแรงกดทับที่ต้นตอได้อย่างตรงจุด เป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพียงแค่บรรเทาปลายเหตุด้วยยาแก้ปวด
กลุ่มที่พบอาการนี้บ่อยๆ มักเป็นผู้บริหารที่เครียดสะสมจนกล้ามเนื้อเกร็งถาวรโดยไม่รู้ตัว หรือพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องจ้องหน้าจอหรือก้มทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก
ปวดหัว ปวดกระบอกตา หรือตาพร่ามัวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ อาจไม่ใช่แค่ไมเกรนที่ต้องพึ่งยาไปเรื่อยๆ แต่อาจเป็นสัญญาณของออฟฟิศซินโดรมที่ลุกลามไปกดทับระบบประสาทและหลอดเลือด การหาต้นตอที่แท้จริงและเลือกรับการ รักษาออฟฟิศซินโดรม อย่างถูกวิธีจึงมีความสำคัญ
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดร้าวขึ้นศีรษะจนทรมาน กระทบต่อสมาธิในการทำงาน หรือมีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ เรื้อรังที่พยายามดูแลด้วยตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้อาการเหล่านี้รบกวนคุณภาพชีวิตของคุณ ขอเชิญเข้ารับการประเมินโครงสร้างและวางแผนการดูแลสุขภาพอย่างละเอียดที่ Zenista Health and Wellness เราพร้อมเป็น คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี และ คลินิกกายภาพบำบัดเพชรบุรี ที่ดูแลคุณด้วยความใส่ใจ
สอบถามและนัดหมายได้ที่ LINE ID @zenistaไม่เพียงพอ แต่หากอ่อนเพลียต่อเนื่องหรือไม่ทราบสาเหตุ ควรเข้ารับการประเมินสุขภาพก่อนค่ะ