เช็คลิสต์ ปวดคอบ่าไหล่แบบไหน ใช่! Office Syndrome

เช็คลิสต์ ปวดคอบ่าไหล่แบบไหน ใช่! Office Syndrome

ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากใช้เวลาทำงานในท่านั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะคอ บ่า และไหล่ ซึ่งปัญหานี้กลายเป็นโรคที่รู้จักกันดีในชื่อว่า "Office Syndrome" อาการที่เกิดจากการทำงานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการใช้กล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อหรือเส้นประสาท การปวดคอ บ่า และไหล่ ไม่ได้เกิดจาก Office Syndrome เพียงอย่างเดียว อาจมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดเช่นกัน ดังนั้นบทความนี้จะทำเช็คลิสต์เพื่อช่วยแยกอาการปวดคอบ่าไหล่ที่มาจาก Office Syndrome ออกจากอาการปวดอื่น ๆ เชิญติดตามได้เลยครับ

1. บริเวณที่ปวด

หนึ่งในลักษณะเด่นของ Office Syndrome คืออาการปวดที่กระจายอยู่ในบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องรับภาระจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ การนั่งท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งหลังค่อม ก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา หรือการเกร็งกล้ามเนื้อบ่าในขณะใช้งานเมาส์ สามารถทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณนี้เกิดการตึงและอักเสบได้

ตำแหน่งที่พบอาการปวดได้บ่อยที่สุดคือกล้ามเนื้อสันหลังส่วนบนและกล้ามเนื้อบ่า การใช้งานกล้ามเนื้อในลักษณะนี้เป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดการบีบรัดและตึงตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่สามารถผ่อนคลายได้ จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังอาจพบอาการปวดในบริเวณไหล่และแขน ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ กล้ามเนื้อในบริเวณนี้มีการเชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อคอและบ่า ดังนั้น หากมีปัญหาที่กล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ มักจะมีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อไหล่และแขนด้วยเช่นกัน

2. แพทเทิร์นการปวด

การวิเคราะห์แพทเทิร์นหรือรูปแบบของการปวดเป็นสิ่งสำคัญในการแยกอาการปวดคอบ่าไหล่ที่มาจาก Office Syndrome อาการปวดจาก Office Syndrome มักมีลักษณะเริ่มต้นจากการปวดเบา ๆ และค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหลังจากการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การที่ไม่เปลี่ยนท่าทางหรือไม่ได้พักการทำงานเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อบ่าและคอเกิดการบีบตัวและสร้างความตึงเครียดมากขึ้น

แพทเทิร์นที่พบบ่อยในผู้ป่วย Office Syndrome คือการปวดที่เริ่มขึ้นในช่วงบ่ายหรือตอนเย็น หลังจากทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วโมง เมื่อกลับบ้านหรือในเวลาว่าง อาการปวดอาจลดลง แต่เมื่อกลับไปทำงานในวันรุ่งขึ้นอาการก็จะกลับมาอีกครั้ง แพทเทิร์นนี้มักเป็นแบบ "ค่อย ๆ แย่ลง" ในแต่ละวันจนกระทั่งกลายเป็นอาการเรื้อรัง หากไม่ได้รับการแก้ไข

3. ลักษณะอาการปวด

ลักษณะอาการปวดจาก Office Syndrome มักเป็นการปวดแบบตึง ๆ หรือหน่วง ๆ ในกล้ามเนื้อ เมื่อทำงานเป็นเวลานานจะเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อในบริเวณคอ บ่า และไหล่แข็งและตึง การเคลื่อนไหวซ้ำๆอาจทำให้รู้สึกตึง ล้า มากขึ้น โดยเฉพาะการขยับคอหรือยกแขน

อาการปวดแบบหน่วง ๆ นี้สามารถแยกได้จากอาการปวดจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการยกของหนักผิดท่า ซึ่งมักทำให้เกิดอาการปวดแบบเฉียบพลันและรุนแรง

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการ Office Syndrome อาจพบว่ากล้ามเนื้อบ่าหรือไหล่รู้สึกเจ็บเมื่อกดหรือนวดบริเวณนั้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีกล้ามเนื้ออักเสบหรือมีจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ นานเกินไป

4. อาการร้าวขึ้นศีรษะ

อีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยใน Office Syndrome คืออาการปวดศีรษะที่ร้าวขึ้นจากกล้ามเนื้อคอและบ่า กล้ามเนื้อที่ตึงและเกร็งในบริเวณนี้สามารถส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะร่วมด้วย อาการนี้เรียกว่า "ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อ" (Tension Headache)

ลักษณะของอาการปวดศีรษะมักเป็นการปวดแบบตื้อ ๆ หรือรู้สึกว่ามีแรงบีบที่ศีรษะด้านหลังและบริเวณขมับ อาการปวดนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาบ่ายหรือตอนเย็นหลังจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อคอและบ่ามากเกินไป

5. ดีขึ้นเมื่อพักการทำงาน

สัญญาณหนึ่งที่สามารถบ่งชี้ว่าอาการปวดคอบ่าไหล่ของคุณเกิดจาก Office Syndrome คือเมื่อคุณพบว่าอาการปวดดีขึ้นเมื่อพักการทำงานหรือเปลี่ยนท่าทาง การหยุดพักเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอและบ่าสามารถช่วยลดอาการปวดได้ หากอาการปวดค่อย ๆ ลดลงหลังจากหยุดใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาการปวดของคุณน่าจะเกี่ยวข้องกับ Office Syndrome

การพักผ่อนกล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาอาการของ Office Syndrome วิธีง่าย ๆ ในการช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายคือการทำกายบริหารยืดกล้ามเนื้อในช่วงเวลาพักระหว่างทำงาน เช่น การหมุนคอ การยกไหล่ขึ้นลง และการเหยียดแขนขา

6. แย่ลงเมื่อใช้คอหรือเกร็งบ่านาน ๆ

อาการปวดจาก Office Syndrome จะมีแนวโน้มแย่ลงเมื่อคุณต้องนั่งทำงานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ในท่าทางที่ทำให้กล้ามเนื้อคอและบ่าต้องเกร็งตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น การก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์ การใช้งานเมาส์ที่ทำให้ต้องยกแขนหรือเกร็งบ่ามากเกินไป และการนั่งที่ไม่เหมาะสม

หากคุณสังเกตว่าอาการปวดคอบ่าไหล่เริ่มแย่ลงหลังจากการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน ๆ นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่าอาการปวดของคุณน่าจะเกิดจาก Office Syndrome การใช้เวลานานในท่าทางเดิม ๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบและส่งผลให้อาการปวดเรื้อรังได้

7. อาจมีอาการมือชา ตาพล่าร่วมด้วย

ในบางกรณี Office Syndrome อาจทำให้เกิดอาการที่ส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น อาการมือชาหรือนิ้วมือชา อาการนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทบริเวณคอและบ่าถูกกดทับ ทำให้เส้นประสาทที่ส่งสัญญาณไปยังมือและนิ้วมือทำงานผิดปกติ อาการนี้มักพบในผู้ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

อาการมือชามักเริ่มจากการรู้สึกว่ามือและนิ้วมือมีความรู้สึกซ่า ๆ หรือเหมือนเข็มทิ่ม หากไม่ได้รับการรักษาอาการอาจลุกลามไปสู่การชาที่รุนแรงขึ้น และอาจส่งผลต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การพิมพ์งาน การจับเมาส์ หรือการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้มือและนิ้ว

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการ Office Syndrome อาจพบอาการตาพล่าหรือรู้สึกเมื่อยล้าที่ดวงตา

(Digital Eye Strain) การใช้งานจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานโดยไม่พักสายตา สามารถทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าและเกิดอาการตาพล่ามัวได้

การใช้คอมพิวเตอร์ในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือการนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมกับการมองจอเป็นเวลานาน ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการตาพล่าและปวดศีรษะได้ ดังนั้นการพักสายตาและปรับตำแหน่งของหน้าจอให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอาการเหล่านี้

Office Syndrome เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานนั่งโต๊ะหรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ๆ อาการปวดคอบ่าไหล่ที่เกิดจาก Office Syndrome สามารถสังเกตได้จากเช็คลิสต์ข้างต้น เช่น บริเวณที่ปวด ลักษณะอาการปวด แพทเทิร์นการปวด รวมถึงอาการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น อาการร้าวขึ้นศีรษะ มือชา หรือตาพล่า

การป้องกัน Office Syndrome เริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม การพักระหว่างการทำงาน การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อและการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด Office Syndrome รวมถึงส่งเสริมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว

การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Office Syndrome และการแยกอาการปวดจากสาเหตุอื่น ๆ จะช่วยให้คุณสามารถป้องกันและรับมือกับอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมว่า สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการดูแลตนเองอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง หากท่านมีอาการของ Office Syndrome ตามเช็คลิสต์ข้างบน สามารถดเข้ามาปรึกษา ตรวจร่างกายได้ฟรี ที่ คลินิกกายภาพบำบัด zenista health and wellness หรือสอบถามได้ที่ line : @zenista

บริการแนะนำ

กายภาพบำบัด,กายภาพบำบัด ชลบุรี, กายภาพบำบัด เพชรบุรี

กายภาพบำบัด

คลินิกกายภาพบำบัด ชลบุรี เพชรบุรี ZENISTA CLINIC

รักษาข้อเข่าเสื่อม,รักษาข้อเข่าเสื่อม ชลบุรี, รักษาข้อเข่าเสื่อม เพชรบุรี

รักษาข้อเข่าเสื่อม

คลินิกกายภาพบำบัด ชลบุรี เพชรบุรี ZENISTA CLINIC

รักษาออฟฟิศซินโดรม,รักษาออฟฟิศซินโดรม ชลบุรี, รักษาออฟฟิศซินโดรม เพชรบุรี

รักษาออฟฟิศซินโดรม

รักษาออฟฟิศซินโดรม อาการปวดหลังเรื้อรัง