
อาการปวดเข่าเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ สถิติในประเทศไทยพบว่า ประชากรเกินกว่า 30% มีปัญหาอาการปวดเข่าในช่วงชีวิตของพวกเขา สาเหตุของอาการปวดเข่ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของเอ็นหรือกล้ามเนื้อ การบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งโรคเรื้อรังอื่นๆ การแยกแยะระหว่างอาการข้อเข่าเสื่อมและอาการปวดเข่าจากโรคอื่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม
อาการปวดเข่าเกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการปวดเข่าเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างรอบข้อและการใช้งานของข้อเข่า ดังนี้ครับ
- กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพ: กระดูกอ่อนทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกต้นขาและกระดูกปลายขา เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพจะทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดเข่าในข้อเข่าเสื่อม
- การอักเสบของเอ็นหรือกล้ามเนื้อ: การใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเกินไป หรือการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย อาจทำให้เอ็นหรือกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดเข่า
- การบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย: การบิดหรือการกระแทกที่รุนแรงในระหว่างการออกกำลังกาย อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เอ็นหรือกระดูกในข้อเข่าได้
- โรคประจำตัว: โรคประจำตัวบางชนิด เช่น รูมาตอยด์หรือเบาหวาน อาจทำให้เกิดการอักเสบในข้อเข่าและเป็นสาเหตุของอาการปวดเข่าได้
อาการข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร
ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่กระดูกอ่อนในข้อเข่าเสื่อมสภาพลง ซึ่งมักเกิดจากการใช้งานข้อเข่าเป็นเวลานาน การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนนี้มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่จะมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพจนหมด กระดูกจะเสียดสีกันโดยตรงทำให้เกิดการอักเสบ ปวด และข้อเข่าฝืดขัด ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวมาก การบาดเจ็บที่ข้อเข่าซ้ำๆ และพันธุกรรม
อาการเข่าเสื่อม และอาการปวดเข่าอื่นๆ ต่างกันอย่างไร
การแยกแยะระหว่างอาการข้อเข่าเสื่อมและอาการปวดเข่าจากสาเหตุอื่นๆ อาจทำได้ยากหากไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ แต่อาการต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณแยกแยะได้:
- ข้อเข่าเสื่อม: อาการปวดจะค่อยๆ เกิดขึ้นและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานข้อเข่านานๆ ข้อเข่าจะฝืดขัดโดยเฉพาะในตอนเช้าหรือหลังจากนั่งนานๆ และอาจมีเสียงกรอบแกรบเมื่อเคลื่อนไหวข้อเข่า
- **อาการปวดจากการอักเสบของเอ็นหรือกล้ามเนื้อ**: อาการปวดมักเกิดขึ้นทันทีหลังจากการใช้งานข้อเข่าหนักเกินไป หรือการบาดเจ็บ มีจุดกดเจ็บที่ชัดเจน อาจมีอาการบวมและอักเสบที่เห็นได้ชัดเจน
- อาการปวดจากการบาดเจ็บ: อาการปวดจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากการบาดเจ็บ และมักจะมีอาการบวมแดงหรือมีรอยฟกช้ำที่ข้อเข่า
- อาการปวดจากโรคเรื้อรัง: อาการปวดมักจะมาเป็นระยะๆ และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเหนื่อยล้า เป็นไข้ หรืออาการปวดในข้ออื่นๆ ด้วย
ที่ได้พูดถึงไปข้างต้น เป็นจุดต่างคร่าวๆที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็แล้วแต่หากมีอาการปวดเข่าหรือเข่าบาดเจ็บให้ปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดครับ
หากมีอาการปวดเข่าต้องทำอย่างไร
หากคุณมีอาการปวดเข่าควรรีบหาวิธีรักษาโดยเร็ว ซึ่งการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุของอาการปวด
- การทำกายภาพบำบัดเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และได้รับความนิยม การใช้เครื่องมือรักษา การออกกำลังกายเฉพาะส่วนและการยืดกล้ามเนื้อช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อเข่า
- การรักษาด้วย PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นวิธีที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนในข้อเข่า อาจช่วยลดการอักเสบและอาการปวด โดยใช้เกล็ดเลือดของผู้ป่วยเองในการกระตุ้นการฟื้นฟู นอกจากนี้ การทำกายภาพบำบัดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อเข่า
อาการปวดเข่าอาจมีสาเหตุหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่าเสื่อม การอักเสบ หรือการบาดเจ็บ การแยกแยะสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น หากคุณมีอาการปวดเข่าและต้องการคำปรึกษาและแนวทางการดูแลที่เหมาะสม สามารถติดต่อคลินิกกายภาพบำบัด Zenista Health and Wellness สาขาชลบุรี และสาขาเพชรบุรี ได้ที่ Line id: @zenista เพื่อรับการตรวจประเมินและคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางและนักกายภาพบำบัดผู้มีประสบการณ์